ติดต่อ ที่ดินภูเก็ต : ศักดิ์ดา การวิจิตร โทร : 081-5377146 อีเมล์ : s_karnwigit@yahoo.com ...
24 มกราคม 2552

"รับสร้างบ้าน-มือสอง"แห้ว มาตรการอสังหาฯไม่ครอบคลุม "ขุนคลัง"ยันรับฟังแต่ให้รอไปก่อน

ธุรกิจ รับสร้างบ้าน และบ้านมือสอง อดได้มาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ หลัง"กรณ์"ยังไม่มีแนวคิดขยายความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการโอดมีเม็ดเงินหมุนปีละกว่า 5 หมื่นล้าน ควรได้รับการกระตุ้นด้วย

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เสนอให้รัฐบาลขยายมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ให้กับบ้านมือสองและผู้ที่ สร้างบ้านเองด้วย ว่า ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดที่จะขยายมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม โดยจะขอใช้มาตรการเดิมที่ได้ประกาศไปแล้วก่อน เนื่องจากก่อนที่จะออกมาตรการได้มีการประเมินความเหมาะสมของมาตรการแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนก็พร้อมจะรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากทุกภาคธุรกิจ

นาย พันธ์เทพ ทานชิติกุล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า รัฐบาลควรขยายมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการให้นำเงินต้น 3 แสนบาท มาหักภาษีให้ครอบคลุมธุรกิจรับสร้างบ้าน เพราะธุรกิจรับสร้างบ้านมีเงินเกี่ยวข้องในระบบถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ การจ้างงาน ถือว่าตรงตามเจตนารมณ์ของภาครัฐในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจโดยผ่านภาคอสังหาริม ทรัพย์เพื่อช่วยกระตุ้นภาคอื่นต่อไป

"รับสร้างบ้านเกี่ยวข้องกับ ภาคธุรกิจหลายภาคส่วน มีเม็ดเงินหมุนเวียนถึง 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้น ควรได้รับการกระตุ้นจากมาตรการภาษีของภาครัฐด้วยเช่นเดียวกัน"

นาย พันธ์เทพกล่าวว่า สำหรับตลาดรับสร้างบ้านนั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 50 เป็นบ้านในระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ส่วนบ้านระดับบนราคา 5-10 ล้าน มีสัดส่วน 28% และบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป 22% กลุ่มสร้างบ้านเป็นคนรายได้ระดับกลาง ควรจะได้รับประโยชน์จากมาตรการรัฐเหมือนบ้านจัดสรร

นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ทางสมาคมเห็นด้วยว่าควรมีการขยายให้ครอบคลุมบ้านมือสอง ควรกระตุ้นทุกภาคส่วนแต่หากเป็นเมื่อก่อน ช่วงก่อนเกิดวิกฤตควรเลือกทำเฉพาะบ้านใหม่ เพราะหากให้บ้านมือสองด้วยจะมีกลุ่มที่เลี่ยงการจัดสรรปะปนอยู่ด้วย

นาย วสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเจนซี ฟอร์ เรียลเอสเตท เปิดเผย ว่าหากมีการขยายมาตรการครอบคลุมไปถึงบ้านมือสอง ปกติที่อยู่อาศัยทุกประเภทจะมีการซื้อขายกันในตลาดต่อปีประมาณ 1 แสนหน่วย อาจจะทำให้คนหันมาสนใจซื้อบ้านมือสองมากขึ้น เพราะปกติบ้านมือสองราคาถูกกว่าบ้านมือหนึ่ง ประมาณ 20-25% เมื่อมีภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ราคาบ้านมือสองจะปรับตัวลดลงไปอีก 20-30% หรือเทียบกับบ้านมือหนึ่งแล้วจะถูกกว่าประมาณ 50% อย่างไรก็ตาม หากเทียบเรื่องประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจกันแล้ว พบว่าบ้านมือหนึ่งสร้างใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่ามือสอง เพราะเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจอื่นถึง 3 ภาคส่วน เช่น ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ การกระตุ้นบ้านมือสองจะส่งผลดี เรื่องการระบายสต๊อคที่อยู่อาศัยคงค้างในตลาด และเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ประกอบการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ขึ้นมาแทน

ที่มา : มติชน 23 มกราคม 2552

0 ความคิดเห็น: