ผู้ซื้อบ้านเฮ รัฐเตรียมอุ้ม ชง ครม.ใช้เงินต้นผ่อนบ้านลดหย่อนภาษีได้ ให้เพดานไม่เกิน 2 แสนบาท เป็นเวลา 2 ปี โดยให้ปีแรกเต็มวงเงิน ส่วนปีที่สองลดหย่อนได้ครึ่งเดียว พร้อมออกมาตรการภาษีอุ้มธุรกิจท่องเที่ยว เอสเอ็มอีอีกเพียบ
เมื่อวัน ที่ 16 มกราคม นายสมชัย สัจจพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 มกราคมนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ ครม. โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีการให้สิทธิประโยชน์เพิ่ม เติม จากเดิมที่สามารถนำดอกเบี้ยซื้อบ้านมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ไม่เกิน 1 แสนบาท ก็จะขยายให้นำเงินต้นมานับรวมในการหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดยเพดานอาจอยู่ที่ 2-3 แสนบาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ครม.
"กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์เข้า ครม. ในวันที่ 20 มกราคมนี้แน่นอน โดยจะให้สิทธิประโยชน์ผู้ที่ซื้อบ้านภายใน 2 ปี สามารถนำเงินต้นมาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย แต่จะมีการจำกัดเพดานเงินต้นไว้อาจ 2 แสนบาท ซึ่งหากปีแรกจะได้สิทธิลดหย่อนเต็มจำนวน แต่ถ้าปีที่ 2 จะได้สิทธิเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ไม่ได้จำกัดราคาบ้าน และให้สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านหลังจากที่มติ ครม.ออกมาแล้วจะได้รับสิทธิหมดทุกคน" นายสมชัย กล่าวและว่า การให้ประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว 2 ปีเท่านั้น โดยมองว่าทุกคนได้รับประโยชน์เท่าเทียมกันและเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อ บ้านเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การให้หักลดหย่อนภาษีนั้น สศค.ประเมินว่ากรมสรรพากรจะสูญเสียรายได้หลักพันล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับถือว่าคุ้มค่า ช่วยให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์สามารถฟื้นตัวได้ในช่วงที่ ภาวะเศรษฐกิจซบเซา
นอก จากนี้ ยังมีมาตรการภาษีช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวด้วย ซึ่งจะมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ อีกครั้ง หากได้ข้อสรุปก็จะนำเสนอเข้า ครม.พร้อมกัน โดยหลักการของมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวจะครอบคลุมทั้ง เรื่องภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ ค่าธรรมเนียมการขึ้นลงอากาศยาน (Landing Fee), ค่าธรรมเนียมวีซ่า รวมถึงการใช้งบประมาณเพื่อการอุดหนุนให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยถูก ลง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวไทย และช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.ในสัปดาห์หน้า ให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในโครงการจัดสรร สามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 2 แสนบาท ในการคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี โดยต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ภายในปี 2552 นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดหวังว่าจะทำให้เกิดความตื่นตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงส่งผลเกี่ยวเนื่องไปยังภาคธุรกิจด้านอื่นๆ พร้อมกำหนดระยะเวลาภายในปีนี้ เพื่อเร่งดีมานด์ในประเทศ
รวมทั้งกระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการภาษีที่เน้นช่วยเหลือเศรษฐกิจ ระดับฐานราก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจที่ประสบภาวะขาดทุนด้วย โดยจะมีมาตรการปรับเพิ่มเพดานการคำนวณภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา และคณะบุคคลที่ไม่มีรายได้ประจำประเภทเงินเดือน โดยขยายวงเงินขั้นต่ำสำหรับการคำนวณภาษีจากฐานรายได้พึงประเมิน เป็นเงินได้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 5,000 บาทต่อปี จากเดิมกำหนด วงเงินรายได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 6 หมื่นบาทขึ้นไป เสียภาษี 300 บาทต่อปี
สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนจัดตั้งภายใต้กฎหมาย ให้ปรับเพดานวงเงินขั้นต่ำในการคำนวณภาษี เป็น 1.8 ล้านบาทขึ้นไป จากเดิมกำหนดไว้ที่ตั้งแต่ 1.2 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งจะขยายเวลาสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่กองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่ลงทุนในธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) อีก 3 ปี ไปสิ้นสุดในสิ้นปี 2554 หลังจากสิทธิประโยชน์ดังกล่าวหมดอายุไปเมื่อสิ้นปี 2551 ที่ผ่านมา
ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ผู้ประกอบการมีการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้หักรายจ่ายค่าห้องพักและค่าห้องสัมมนาได้เป็น 2 เท่า หากมีการจัดประชุมสัมมนาภายในปี 2552 มาตรการสุดท้ายเป็นมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้องค์กร ภายในปี 2552 โดยจะให้สิทธิสำหรับผู้ที่มีการโอนทรัพย์สินบางส่วนเพื่อการปรับโครงสร้าง หนี้ ให้ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งกระบวนการ ส่วนมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์เดิม ในเรื่องการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าโอน และค่าจดจำนอง ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมนี้ จะมีการหารือกันอีกครั้ง
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนไม่ต้องลังเลที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อรอมาตรการภาษี เพราะมาตรการจะมีผลย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีนี้
ด้านนายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการสัมมนาเรื่องนโยบายที่อยู่อาศัยประเทศไทย พ.ศ.2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า กระทรวงการคลังได้ดำเนินนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาการจ้างงานที่นำไปสู่ปัญหาสังคมอื่นๆ ไว้ 4 มาตรการ คือ 1.มาตรการลดต้นทุนในภาคที่อยู่อาศัย โดยสนับสนุนให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในปีนี้ไว้ 7.3 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งพิจารณาลดหย่อนภาษีอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้สามารถกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ดีขึ้นภายในเดือนมกราคมนี้
2.มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน โดยการเพิ่มงบประมาณกลางปี 115,000 ล้านบาท และเร่งปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน 3.มาตรการลดปัญหาอุปสรรคของภาคเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย และ 4.มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัย
"รัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกำลังดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ เหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้ดีในปีนี้" นายพฤติชัยกล่าว
ด้านนางลดาวัลย์ ธนะธนิต กรรมการสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า มาตรการที่รัฐประกาศออกมาแต่ไม่ปฏิบัติจะทำให้ตลาดเกิดภาวะชะงัก แต่ทั้งนี้ต้องรอดูความชัดเจนมติ ครม.ในสัปดาห์หน้าที่ออกมา โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะออกมาตรการดอกเบี้ยคงที่ ระยะยาว มากระตุ้นกำลังซื้อ ผ่านธนาคารของรัฐคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขณะเดียวกันรัฐต้องอุดหนุนในรูปแบบ “แพ็กกิ้งเครดิต“ กล่าวคือ มีการนำพอร์ตสินเชื่อผู้ซื้อบ้านมารวมกันแล้วส่งไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ลูกค้าที่ขอกู้ซื้อบ้านได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับนายอิสระ บุญยัง อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้รัฐบาลมาอุดหนุนในรูปแบบ “แพ็กกิ้งเครดิต” เพื่อหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปล่อยกู้เพื่อให้ผู้กู้ได้รับ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อย-กลางได้รับประโยชน์และมีโอกาสมีที่อยู่อาศัยของตน เอง และเห็นควรให้รัฐบาลในการเข้าไปเพิ่มทุน 2,000 ล้านบาท ให้แก่ ธอส.
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่ารัฐบาลคงต้องใช้วิจารณญาณในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจระยะสั้นไม่ให้เสียในระยะยาว การใช้นโยบายประชานิยมในบางช่วงสามารถทำได้ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ต้องการให้เห็นผลเร็ว หากเป็นการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแท้จริง
นโยบายประชานิยมต่อภาคเศรษฐกิจเป็นอันตรายในเชิงปฏิบัติ ต่อการช่วยเหลือตัวเองของประชาชน อาจทำให้เกิดความเคยตัวจนกลายเป็นการเสพติดประชานิยม สุดท้ายกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อการช่วยเหลือตัวเองและวินัยการเงิน แต่เชื่อว่ารัฐบาลคงพิจารณาประเด็นนี้อยู่ และมีความเข้าใจ
ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายประชานิยม ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้เสียเงินเปล่า เนื่องจากงบที่ใช้มาจากการจัดเก็บภาษี หากผู้เสียภาษีมีความไม่พอใจก็จะมองว่าเป็นการถลุงงบ และไม่มีกำลังใจในการทำงาน
ทั้งนี้นโยบายประชานิยมสามารถทำได้ทุกพรรคที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย เพราะไม่มีนิยมตายตัว เช่น การให้สวัสดิการ จำเป็นต้องทำให้ประชาชน แต่หากให้มากไปและเป็นรายจ่ายประจำของรัฐบาลเพิ่มขึ้นทุกปี อาจจะทำให้รัฐไม่มีเงินมาลงทุนด้านอื่นๆ ส่งผลต่อความสามารถในการพัฒนาประเทศเหลือ 0%
"ประชานิยมถ้าทำชั่วครั้งชั่วคราวจะไม่ว่า แต่อย่าทำให้คนเสพติดประชานิยม เพราะตอนนี้รัฐบาลบอกว่าต้องจ่ายเงินเร็ว เพื่อให้เห็นผลต่อเศรษฐกิจเร็ว แต่คนก็มักพูดเสมอว่าประชานิยมเหมือนจุดไม้ขีดที่แป๊บเดียวก็จบ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังในมุมของนายธนาคาร ไม่มีประเด็นเรียกร้องไปถึงรัฐบาล แต่ในฐานะประชาชน ไม่อยากเห็นผลเสียหายจากประชานิยม"
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยของธนาคารกรุงเทพ ประมินว่า หากรัฐบาลสามารถเบิกจ่ายงบประมาณที่ตั้งไว้กว่า 115,000 ล้านบาท ได้อย่างเต็มที่อัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ที่ 0-2%
ที่มา : คมชัดลึก 17-01-2552
ติดต่อ ที่ดินภูเก็ต : ศักดิ์ดา การวิจิตร โทร : 081-5377146 อีเมล์ : s_karnwigit@yahoo.com
...
17 มกราคม 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น